• เผยแพร่เมื่อ: วันจันทร์, 13 มกราคม 2563 19:48

จอประสาทตาลอก

       เกิดขึ้นเมื่อจอประสาทตาแยกออกจากเนื้อเยื่อที่ยึดอยู่ภายใต้จอประสาทตา เมื่อเนื้อเยื่อเหล่านี้แยกออกจากจอประสาทตา จะทำให้จอประสาทตาไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ และหากปล่อยไว้โดยไม่มีการรักษาก็จะส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นในที่สุด โรคจอประสาทตาหลุดลอกเป็นโรคที่พบได้บ่อย ดังนั้นเราควรดูแลรักษาและหมั่นตรวจสุขภาพตาสม่ำเสมอปีละครั้ง

 

สาเหตุ

เกิดจากการที่น้ำวุ้นในตา มีการเสื่อมสภาพ เปลี่ยนจากลักษณะที่เป็นวุ้นกลายเป็นน้ำมากขึ้น ทำให้เกิดการหดตัวของน้ำวุ้นตา เมื่อมีบริเวณที่วุ้นตาติดแน่นอยู่กับจอประสาทตามากกว่าปรกติ จะทำให้เกิดการดึงรั้งจอประสาทตาเวลาที่วุ้นตาหดตัว จอประสาทตาที่ถูกดึงรั้งอาจฉีกขาดกลายเป็นรู ต่อมามีสารน้ำจากวุ้นตาเซาะเข้าไปตามรูฉีกขาด ไปสะสมอยู่ใต้จอประสาทตา เกิดเป็นภาวะที่เรียกว่า จอประสาทตาหลุดลอก มีบางภาวะที่ทำให้น้ำวุ้นตาเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ ได้แก่ สายตาสั้น ผู้ป่วยที่ผ่าตัดต้อกระจกและไม่ได้ใส่เลนส์แก้วตาเทียม พันธุกรรม และการอักเสบในลูกตา

 

ใครมีโอกาสเป็นโรคนี้สูง      

       โรคจอประสาทลอกสามารถเกิดได้ทุกอายุ แต่พบบ่อยในผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป กลุ่มคนที่มีโอกาสเป็นมาก ได้แก่

  1. สายตาสั้นมาก
  2. เคยมีรูฉีกขาดของจอประสาทตามาก่อน
  3. มีประวัติครอบครัวเป็นโรคจอประสาทตาลอก
  4. ผู้ป่วยที่ผ่าตัดต้อกระจกชนิดที่มีเลนส์ตาเคลื่อนและไม่ได้ใส่เลนส์แก้วตาเทียม
  5. เคยได้รับอุบัติเหตุทางตา

 

อาการ

       เริ่มต้นของผู้ป่วยที่มีจอประสาทตาลอก พบได้ตั้งแต่

  1. มองเห็นจุดดำลอยไปมาและเป็นมากขึ้น
  2. มองเห็นแสงวาบคล้ายฟ้าแลบ คล้ายไฟแฟลช ซึ่งมักมีอาการเวลากลอกตาไปมา และเห็นได้ชัดเวลาที่อยู่ในที่สลัว ๆ
  3. ลานสายตาคล้ายมีม่านดำมาบัง ทำให้การมองเห็นด้านข้างผิดปรกติ เกิดจากจอประสาทตามีการหลุดลอกแล้ว
  4. ภาพบางส่วนหายไป ดังนั้นผู้ที่มีอาการดังกล่าวจึงควรไปพบจักษุแพทย์เพื่อรับการตรวจจอประสาทตาโดยละเอียด ว่าอาการดังกล่าวเกิดจากภาวะผิดปกติชนิดใด และต้องได้รับการรักษาด้วยวิธีใด

 

 การรักษา

หากจักษุแพทย์ตรวจพบรูขาด ที่จอประสาทตาและยังไม่มีจอประสาทตาลอก อาจให้การรักษาโดยการยิงเลเซอร์รอบรอยขาดซึ่งสามารถกลับบ้านได้หลังยิงเลเซอร์ หากพบมีการลอกตัวของจอประสาทตา การรักษามีหลายวิธี ขึ้นกับอยู่กับความรุนแรงของโรค เช่น

  • การฉีดกาซเข้าไปในตา จะได้รับยาชาเฉพาะที่ก่อนผ่าตัด หลังทำจะต้องนอนคว่ำตามท่าที่แพทย์จัดให้นอนและปิดตาไว้ หลังจากนั้นจะต้องรักษาด้วยการยิงเลเซอร์ร่วมด้วย
  • การผ่าตัดหนุนจอประสาทตา จะได้รับการระงับความรู้สึกแบบดมยาสลบก่อนผ่าตัด หลังทำปิดตาไว้ และนอนโรงพยาบาล 2-3 วัน
  • การทำผ่าตัดน้ำวุ้นตา จะได้รับยาดมสลบก่อนผ่าตัด หลังทำปิดตาไว้และนอนโรงพยาบาล 2-3 วัน

 

คำแนะนำหลังผ่าตัดจอประสาทตา

  • ควรครอบที่ครอบตาไว้เป็นเวลา 1 เดือน หรือจนกว่าแพทย์อนุญาต ในเวลากลางวันอาจใช้แว่นกันแดดแทนได้
  • ทำความสะอาดใบหน้า โดยใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำบิดหมาดๆ เช็ดหน้าเบาๆ เฉพาะข้างที่ไม่ได้ผ่าตัดเท่านั้นส่วนตาข้างที่ทำผ่าตัดควรเช็ดวันละครั้งหลังตื่นนอนตอนเช้า ก่อนเช็ดตาควรล้างมือให้สะอาดและระวังไม่ให้น้ำหรือฝุ่นละอองเข้าตา
  • การแปรงฟันควรแปรงเบาๆ ไม่ส่ายศีรษะไปมา
  • การอาบน้ำ ถ้าตักอาบให้ราดน้ำตั้งแต่ไหล่ลงมา ห้ามให้น้ำกระเด็นเข้าตาข้างที่ผ่าตัด  ถ้าใช้ฝักบัวให้ใช้ฝักบัวชนิดที่มือจับเท่านั้น  ส่วนชนิดที่ติดข้างฝาไม่ควรใช้เพราะมีโอกาสที่น้ำจะพุ่งกระจายเข้าที่ตาได้โดยตรง
  • การสระผม ควรสระเมื่อจำเป็น ถ้าต้องสระผมควรนอนหงาย หลับตา ให้ผู้อื่นสระให้ เพื่อไม่ให้น้ำเข้าตา จนกว่าจะพ้นระยะเวลา 1 เดือน หรือจนกว่าแพทย์อนุญาต
  • หลังผ่าตัด 2 เดือนแรก ห้ามยกของหนักและทำงานหนัก ที่จะกระทบกระเทือนถึงตาได้ เช่น การตำน้ำพริก ขุดดิน  ซักผ้า เป็นต้น
  • หลีกเลี่ยงการไอจามแรงๆ ถ้าจำเป็นพยายามไม่ไอ จามเต็มที่
  • หลีกเลี่ยงการก้มหน้าต่ำกว่าระดับเอว ถ้าจำเป็นต้องก้มเก็บของ ควรนั่งลงเก็บ
  • หลังผ่าตัด 2 เดือนแรก ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายประเภทหักโหม เช่น การกระโดด
  • ระวังอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น การหกล้ม การอุ้มเด็ก เพราะเด็กอาจจะเอามือฟาดโดนตาได้
  • สามารถรับประทานอาหารได้ทุกอย่างยกเว้นผู้ป่วยที่เป็นโรคบางอย่าง เช่น เบาหวาน โรคไต ควรรับประทานอาหารเฉพาะโรค และควรรับประทานผักผลไม้ เช่น ส้ม มะละกอ สัปปะรด แตงโม เพื่อป้องกันการท้องผูก
  • ใช้สายตาได้ตามปกติ เช่น ดูโทรทัศน์ อ่านหนังสือ แต่ถ้ารู้สึกเพลียสายตาก็ให้หยุดพัก
  • ตาข้างที่ผ่าตัดจะมีอาการเคืองตาได้ เพราะ มีไหมเย็บ ห้ามใช้มือ หรือวัสดุแปลกปลอม สอดเข้าไปแยงตา หรือขยี้ตา เพราะจะทำให้ติดเชื้อได้
  • หลังผ่าตัด 2-3 วันแรก อาจมีการอักเสบของเยื่อบุตาขาว เปลือกตาบวมแดงได้ สามารถใช้น้ำอุ่นประคบ และนอนยกศีรษะสูง เพื่อบรรเทาอาการบวม
  • ควรมาตรวจตามแพทย์นัดทุกครั้ง   ถ้ามีอาการผิดปกติ เช่น ปวดตามาก ตาแดง มีขี้ตามาก ให้มาพบแพทย์ก่อนวันนัด
  • วันที่มาตรวจให้นำยาหยอดตา และยาป้ายตา (ถ้ามี) มาด้วยทุกครั้ง
  • ยาหยอดตา ยาป้ายตา ควรใช้ตามแพทย์สั่งเท่านั้น