• เผยแพร่เมื่อ: วันจันทร์, 13 มกราคม 2563 20:22

เป็นหัตถการที่ทำเพื่อจัดกระดูกให้เข้าที่ ทำโดยการใช้โลหะปลายแหลม (Schanze screw) ซึ่งมีส่วนปลายเป็นเกลียว จำนวนหลายๆตัว  ยึดกระดูกใกล้บริเวณที่หัก จากนั้นจัดเรียงกระดูกและยึดชิ้นโลหะเหล่านี้เข้าด้วยกัน ด้วยโลหะที่เป็นแกนเชื่อมยึดให้เกิดความแข็งแรง โดยแกนโลหะนี้อยู่ภายนอกของร่างกาย นิยมใช้วิธีนี้เมื่อกระดูกหักชนิดมีแผลเปิด และมีกระดูกแตกละเอียดหรือมีโอกาสเกิดการติดเชื้อสูง หรือใช้เพื่อรักษาความผิดปกติทางรูปร่างของกระดูกหรือการยืดกระดูกให้ยาวขึ้น

 

จุดประสงค์ของการยึดตรึงโลหะดามกระดูกภายนอก

  1. .ช่วยยึดตรึงกระดูกที่หักให้อยู่นิ่งกับที่
  2. ช่วยส่งเสริมให้กระดูกติด และกล้ามเนื้อที่ฉีกขาด มีการซ่อมแซม
  3. ช่วยให้ง่าย   แก่การทำแผลชนิดเปิด                                                                            
  4. ช่วยแก้ไขความผิดปกติจากการบาดเจ็บของแขน ขา และสะโพก
  5. ช่วยลดความพิการจากการบาดเจ็บและจากเนื้องอก

 

ภาวะแทรกซ้อน ของการยึดตรึงโลหะดามกระดูกภายนอก

  1. มีการบาดเจ็บต่อเส้นประสาทและหลอดเลือดจากการใช้แท่งโลหะชนิดมีเกลียวแทงผ่านเนื้อเยื่อ
  2. มีการติดเชื้อบริเวณที่แทงแท่งโลหะชนิดมีเกลียว ซึ่งพบได้บ่อยที่สุด ดังนั้นจึงควรทำความสะอาดบริเวณนี้อย่างน้อยวันละครั้ง ถ้าติดเชื้อที่ผิวหนังชั้นตื้น ๆ เพียงทำความสะอาดและใส่ยาปฏิชีวนะ ก็สามารถควบคุมการติดเชื้อได้ แต่ถ้าติดเชื้อเข้าไปถึงกระดูก (osteomylelitis) และมีการตายของกระดูก จะต้องเอาแท่งโลหะออก และใส่ในตำแหน่งใหม่แทน
  3. มีการบาดเจ็บต่อกล้ามเนื้อและเอ็นที่แท่งโลหะผ่านเข้าไป อาจทำให้เกิดเส้นเอ็นอักเสบหรือกล้ามเนื้ออักเสบ และถ้าใส่แท่งโลหะหลายตัว จะเกิดข้อติดแข็ง (ankle stiffness) พบบ่อยในกระดูกหน้าแข้ง (tibia) หัก
  4. กระดูกติดล่าช้า (Delayed union) พบประมาณ20% -30% มีผลให้ต้องใส่แท่งโลหะเป็นเวลานานขึ้น
  5. มีการบาดเจ็บที่ทำให้เกิดภาวะขาดเลือด(Compartment syndrome) อาจพบบริเวณแขนขาที่ใส่โลหะดามกระดูกได้ จากการใส่โลหะดามกระดูกภายนอกแบบปิด (closed method) คือไม่ได้เปิดแผลเข้าไปดูภายใน ดังนั้นจึงทำให้มีโอกาสเกิดภาวะเนื้อเยื่อบริเวณที่ใส่โลหะเกิดการขาดเลือดได้

 

การปฎิบัติตัวของผู้ป่วยก่อนผ่าตัด                           

  1. ผู้ป่วยเซ็นชื่อยินยอมรับการรักษาโดยการผ่าตัด
  2. ก่อนการผ่าตัด ผู้ป่วยควรอาบน้ำ/เช็ดตัวให้สะอาดและห้ามทาแป้ง
  3. ผู้ป่วยต้องงดน้ำและอาหารก่อนการผ่าตัดอย่างน้อย 6 - 8 ชั่วโมง
  4. หากผู้ป่วยได้รับยาละลายลิ่มเลือดหรือยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น ยาแอสไพริน วาฟาริน ต้องแจ้งแพทย์ และพยาบาลทราบ เพื่อให้ผู้ป่วยงดยานั้น อย่างน้อย 3 – 7 วัน
  5. ฝึกการหายใจเข้าเต็มที่ช้าๆ และหายใจออกยาวๆ ทบทวนการออกกำลังกายบนเตียง เช่น การออกกำลังแขนขาแบบหมุนข้อ การพลิกตัวตะแคงซ้ายหรือขวาทุก 1- 2 ชั่วโมง
  6. เก็บของมีค่า ฟันปลอม contact lens ฯลฯ ของผู้ป่วยฝากไว้กับหัวหน้าตึกหรือพยาบาลประจำการ

 

การปฏิบัติตัวเมื่อใส่โลหะยึดตรึงกระดูกภายนอก

  1. ระหว่างที่ใส่โลหะยึดตรึงกระดูกภายนอก ผู้ป่วยจะถูกจำกัดกิจกรรมบางอย่าง จึงควรปฎิบัติดังนี้
    1.1 การเคลื่อนไหวแขนหรือขาไปพร้อมๆกับโลหะยึดตรึงกระดูก เพราะยังต้องจำกัดการลงน้ำหนัก ควรใช้ราวเกาะช่วย

          1.2 ออกกำลังกายโดยไม่ใช้ร่างกายส่วนที่ใส่โลหะ หรือลงน้ำหนักส่วนนั้นมากเกินไป

          1.3 เดินด้วยไม้ค้ำยัน ต้องระวังการหกล้ม และหลีกเลี่ยงการเดินบนพื้นที่เปียกหรือลื่น

  1. การดูแลแผลบริเวณแท่งโลหะยึดตรึงกระดูก

          2.1 ยกอวัยวะส่วนที่ใส่โลหะยึดตรึงกระดูกให้สูง เพื่อลดอาการบวมของแผลผ่าตัด

          2.2 ดูแลความสะอาดแผลบริเวณแท่งโลหะ      ไม่ให้เปียกชื้น สกปรก ถ้าอยู่บ้านทำแผลวันละ 1-2 ครั้ง ขณะอาบน้ำควรคลุมแผลด้วยผ้าพลาสติก

  1. ความเจ็บปวด 1-2 วันแรกที่ใส่โลหะยึดตรึงกระดูก ผู้ป่วยจะรู้สึกปวดและได้รับยาแก้ปวดตามเวลา ถ้าอาการปวดไม่ดีขึ้น ควรแจ้งพยาบาล

 

ข้อควรปฏิบัติตนหลังการผ่าตัดยึดตรึงกระดูก

  1. ปฎิบัติตามคำแนะนำจากแพทย์และพยาบาลอย่างเคร่งครัด
  2. ไม่ใช้แขนหรือขาข้างที่ทำการผ่าตัดลงน้ำหนักอย่างเต็มที่ เพราะอาจทำให้กระดูกหรือโลหะยึดตรึงหัก หรือหลุดหลวมได้
  3.   การบริหารอวัยวะส่วนที่ได้รับการผ่าตัดให้เร็วที่สุด เพื่อป้องกันกล้ามเนื้อลีบ   และข้อต่อแข็งหลังการรักษา
  4. ควรทำความสะอาดแผลบริเวณโลหะยึดตรึงกระดูก ด้วยสำลีแอลกอฮอล์ หรือ น้ำตัมสุก 1-2 ครั้งต่อวัน เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
  5. สังเกตอาการผิดปกติที่ต้องรีบกลับมาพบแพทย์ เช่น ปวดมากขึ้น มีไข้ แผลบวมแดง กดเจ็บ มีน้ำเหลืองหรือหนองไหล มีกลิ่นเหม็น เป็นต้น
  6. แพทย์มักจะนัดผู้ป่วยมาตรวจใหม่

       - เมื่อจะให้ผู้ป่วยลงน้ำหนักตัวบางส่วนหรือเต็มที่

       - เมื่อรอยหักเริ่มติด (6-12 อาทิตย์)   และที่สำคัญที่สุดก็คือ เมื่อจะเอาโลหะยึดตรึงกระดูกออก หลังจากที่กระดูกติดกันดีแล้ว