วัณโรค

                   วัณโรคคือโรคติดเชื้อเรื้อรังซึ่งมีสาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง    ในภาษาไทยอาจเรียกเชื้อก่อโรคชนิดนี้อย่างง่าย ๆ ว่าเชื้อวัณโรค    และในบางครั้งอาจเรียกโรคนี้สั้น ๆ ว่า “ทีบี ”ซึ่งย่อมาจากชื่อภาษาอังกฤษของเชื้อวัณโรค    ไม่ใช่โรคใหม่แต่เป็นสาเหตุของการเจ็บป่วยและการตายที่สำคัญมานานนับพันปี    ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวัณโรคนั้นเพิ่งมีขึ้นในช่วงร้อยกว่าปีมานี้เอง    จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก    ประเทศไทยได้ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม 22 ประเทศที่มีปัญหาวัณโรคสูงที่สุดในโลก

                   เชื้อวัณโรคจะแพร่เข้าสู่ร่างกายผ่านทางการหายใจ    โดยเชื้อจะปนออกมาพร้อมกับน้ำลายและฝอยละอองเสมหะของผู้ป่วยที่เป็น “ วัณโรคปอด ”ขณะที่มีการไอ  จาม  หรือแม้กระทั่งการพูดคุย    ซึ่งเชื้อจะคงอยู่ในอากาศได้นานหลายชั่วโมง    โดยผู้ที่หายใจเอาเชื้อวัณโรคเข้าไปนั้นมักจะไม่มีอาการของวัณโรคในทันที    ผู้ที่มีสุขภาพดีบางรายระบบภูมิคุ้มกันอาจทำการกำจัดเชื้อได้เองโดยไม่ต้องใช้ยารักษา    และจะไม่ป่วยเป็นวัณโรค    ในบางกรณีระบบภูมิคุ้มกันไม่สามารถกำจัดเชื้อได้แต่จะควบคุมเชื้อวัณโรคไว้ให้อยู่อย่างสงบภายในร่างกาย    ไม่ก่อให้เกิดอาการเจ็บป่วยหรืออันตรายใด ๆ    กลุ่มนี้ถือได้ว่ามี “การติดเชื้อวัณโรคแบบแฝง ”    ซึ่งประมาณร้อยละ 5 - 10 ของผู้ติดเชื้อวัณโรคแบบแฝงจะมีการกำเริบของการติดเชื้อจนมีอาการของวัณโรคได้ในที่สุด    ทั้งนี้ขึ้นกับปัจจัยหลายอย่างซึ่งสัมพันธ์กับระบบภูมิคุ้มกันที่ลดลงจนไม่สามารถควบคุมเชื้อเอาไว้ได้อีก    เช่น    การใช้ยากดภูมิคุ้มกัน    การใช้สารสเตียรอยด์    การติดเชื้อเอชไอวี/โรคเอดส์    โรคเบาหวาน    การดื่มแอลกอฮอล์    การสูบบุหรี่    การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ    อายุที่มากขึ้น    การป่วยเป็นมะเร็ง    การได้รับยาเคมีบำบัด    เป็นต้น    ประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ที่จะเกิดการกำเริบจนเป็นวัณโรคนั้น    จะป่วยภายใน 2 ปีแรกหลังจากได้รับเชื้อ    และที่เหลือจะเป็นหลังจากนั้น    ผู้ป่วยบางรายอาจมีการติดเชื้อแบบแฝงได้เป็นสิบ ๆ ปีแล้วจึงเพิ่งจะมาเป็นวัณโรคในภายหลัง    สำหรับผู้ที่สุขภาพไม่ดีหรือมีภูมิคุ้มกันที่ไม่ดีนั้น    อาจจะมีอาการของวัณโรคได้ภายหลังรับเชื้อประมาณ 4 - 8 สัปดาห์    อาการของวัณโรคขึ้นอยู่กับว่าเชื้อได้แพร่กระจายและไปกำเริบที่อวัยวะใดบ้าง    ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีการติดเชื้อเพียงตำแหน่งเดียวและส่วนใหญ่จะเป็น “ วัณโรคปอด ”    ซึ่งจะมีอาการหลักคือไอเรื้อรังเป็นสัปดาห์จนถึงเป็นแรมเดือน    ระยะแรกอาจมีเพียงอาการไอแห้ง ๆ    ต่อมาเสมหะจะขุ่นเขียวหรือเหลืองขึ้น    มักมีอาการไข้ต่ำ ๆ    อ่อนเพลีย    เบื่ออาหาร    น้ำหนักลด    อาจมีเหงื่อออกมากตอนกลางคืนร่วมด้วย    เมื่อปล่อยทิ้งไว้อาการจะค่อย ๆ เป็นมากขึ้น    เสมหะอาจมีเลือดปน    แน่นหน้าอก    เหนื่อยง่าย    ซูบผอมลงอย่างรวดเร็ว    ซึ่งการดำเนินโรคยังขึ้นกับระดับภูมิคุ้มกันของร่างกายด้วย    ผู้ที่ยังมีภูมิคุ้มกันค่อนข้างดีอยู่อาจจะมีอาการไม่มากนักแล้วได้รับการวินิจฉัยวัณโรคปอดโดยบังเอิญจากการตรวจเอกซเรย์ปอด    โดยทั่วไปผู้ที่มีอาการไอนานเกินกว่า 2 - 3 สัปดาห์    หรือไอมีเลือดปน    หรือมีไข้เรื้อรัง    ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจว่าจะเป็นวัณโรคได้หรือไม่    โรคนี้เป็นการติดเชื้อเรื้อรังที่สามารถรักษาให้หายขาดได้โดยต้องกินยาอย่างต่อเนื่องและติดตามการรักษาอย่างสม่ำเสมอ    โดยทั่วไปอาการจะดีขึ้นภายใน 2 - 4 สัปดาห์หลังการรักษา    ซึ่งจะช่วยลดโอกาสการแพร่กระจายเชื้อลงอีกด้วย    สูตรยาปกติสำหรับเชื้อวัณโรคที่ไม่ดื้อยานั้นจะต้องกินติดต่อกันประมาณ 6 - 9 เดือน    สำหรับการติดเชื้อที่ดื้อยานั้นจะต้องรับยาต่อเนื่องประมาณ 18 - 24 เดือน    ในระหว่างนี้แพทย์จะนัดตรวจร่างกายและเสมหะเป็นระยะว่ายังพบเชื้ออยู่หรือไม่    ผู้ป่วยวัณโรคปอดควรสวมหน้ากากอนามัยปิดปากและจมูกเอาไว้    หลีกเลี่ยงการเข้าสถานที่ชุมชน    ได้แก่    ตลาด    ห้างสรรพสินค้า    โรงภาพยนตร์    เป็นต้น    และควรแยกห้องนอนจากคนอื่นจนกว่าจะรักษาวัณโรคไปแล้วอย่างน้อย 2 - 4 สัปดาห์จนมีอาการที่ดีขึ้นและหายไอแล้ว    สำหรับสมาชิกในบ้านโดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กเล็ก  รวมถึงผู้ร่วมงานใกล้ชิดของผู้ป่วย “ วัณโรคปอด ” ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจคัดกรองหาการติดเชื้อวัณโรคแต่เนิ่น ๆ นะคะ    วัณโรคไม่ติดต่อทางการสัมผัสเนื้อต้องตัวกันและโดยทั่วไปผู้ป่วย “วัณโรคนอกปอด ”ก็จะไม่แพร่เชื้อค่ะ  

 

 

ด้วยความปรารถนาดีจาก ....  กลุ่มงานสุขศึกษา    โรงพยาบาลลำปาง

E - mail address : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.