โรคเลปโตสไปโรซิสเป็นกลุ่มอาการของโรคจากเชื้อแบคทีเรียที่ติดต่อกันมาจากสัตว์หลายชนิด ก่ออาการหลากหลายขึ้นกับชนิดของเชื้อ
(serovars) และปริมาณเชื้อที่ได้รับ การติดเชื้อมีได้ตั้งแต่ไม่ปรากฏอาการ มีอาการอย่างอ่อน อาการรุนแรง หรือถึงขั้นเสียชีวิต คนที่ติดเชื้อในพื้น
ที่ที่โรคนี้เป็นประจำถิ่น ส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการหรือแสดงอาการอย่างอ่อน
1. เชื้อก่อโรค
ลักษณะของเชื้อ
เชื้อ Leptospira เป็นแบคทีเรียชนิดสไปโรขีต (spirochaete) มีลักษณะเป็นเส้นเกลียวบาง ขนาดกว้างประมาณ 01 um
ยาว 6-20 um เคลื่อนไหวได้รวดเร็วโดยการหมุน (spining) หรือการโค้งงอ (bending) โดยมากปลายทั้ง 2 ข้าง หรือข้างใดข้างหนึ่งจะโค้ง
หรืองอเป็นขอ แต่อาจพบเชื้อที่เป็นเส้นตรง ซึ่งมักจะหมุนและเคลื่อนไหวได้ช้ากว่า
เชื้อ Leptospira มีเยื่อหุ้ม (membrane) 3-5 ชั้น เป็นเยื่อหุ้มชั้นนอก (outer membrane) ภายในเซลล์เป็น protoplasmic
cylinder ซึ่งประกอบด้วย ชั้น peptidoglycan และ cytoplasmic membrane ซึ่งห่อหุ้ม cytoplasm ของเซลล์ปลายเซลล์ทั้ง 2 ด้าน
จะมี flagella ข้างละ 1 เส้น
Cytoplasm ประกอบด้วยนิวเคลียส ไรโบโซม (ribosomes) มีโซโซม (mesosomes) และอินคลูชันบอดีส์ (inclusion bodies)
ไม่พบว่าเชื้อเลปโตสไปรามี endotoxin เชื้อเลปโตสไปราที่อยู่อย่างอิสระ (Letospira biflexa) และเชื้อเลปโตสไปราที่ก่อโรค (Letospira
interogans) มีรูปร่างลักษณะที่ไม่สามารถแยกความแตกต่างออกจากกันได้
เชื้อนี้หากตรวจดูด้วยกล้องจุลทรรศน์พื้นมืด (Darkfield microscope) จะเห็นเป็นเส้นเล็กๆ เคลื่อนไหวรวดเร็ว แต่อาจสับสนกับ
สิ่งปลอมปนอื่นๆ (artifact) ได้ การตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน (Electron microscope) จะเห็นเชื้อเป็นเส้นเกลียวชัดเจน
เชื้อ Leptospira interrogans ดูจากกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนกำลังขยาย 15,000 เท่า
เชื้อเลปโตสไปราสามารถอยู่ในสิ่งแวดล้อม ดิน โคลน แอ่งน้ำ ร่องน้ำ น้ำตก แม่น้ำลำคลอง ฯ ได้นานเป็นเดือน (มีรายงานพบเชื้อถึง 6
เดือนในน้ำท่วมขัง) ถ้าปัจจัยแวดล้อมเหมาะสม กล่าวคือ มีความชื้นพอ เป็นบริเวณที่มีร่มเงาแสงแดดส่องไม่ถึง ความเป็นกรดด่างปานกลางหรือ
ค่อนข้างเป็นด่าง pH 7.2-8.0 ถ้า pH สูงกว่า 8.0 หรือต่ำกว่า 6.0 จะเป็นสภาวะที่ไม่เอื้อต่อการอยู่รอดของเชื้อ อุณหภูมิประมาณ 28-32 องศาเซล
เซียส จะเหมาะแก่การอยู่รอดของเชื้อ แต่อุณหภูมิ 42 องศาเซลเซียสขึ้นไปจะฆ่าเชื้อได้ และที่อุณหภูมิ 57 องศาเซลเซียส เชื้อจะตายภายใน 2-3 นาที
แสงแดด (อุลตราไวโอเล็ต) และความแห้ง จะทำลายเชื้อได้รวดเร็ว ในพื้นดินที่แห้งเชื้อจะตายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
2. การเกิดโรค
พบได้ทั่วโลก (ยกเว้นเขตขั้วโลก) ทั้งในเขตเมืองและเขตชนบท ทั้งในประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา เนื่องจากโรคนี้
เป็นโรคที่มีสัตว์หลายชนิดทั้งสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่าเป็นแหล่งรังโรคที่ปล่อยเชื้อออกมากับปัสสาวะ และคนอาจติดโรคโดยการสัมผัสโดยตรงกับ
ปัสสาวะสัตว์ หรือโดยทางอ้อมจากการสัมผัสน้ำหรือดินทรายที่ปนเปื้อนเชื้อ
2.1 กลุ่มเสี่ยง
คนทุกกลุ่มอายุ ทั้งเพศหญิงและเพศชาย มีความไวต่อการติดเชื้อไม่แตกต่างกัน แต่ถ้าเป็นการติดเชื้อจากการประกอบอาชีพ มักเป็น
กลุ่มคนในวัยทำงานและเป็นเพศชายมากกว่า
2.1.1 กลุ่มอาชีพ ได้แก่ คนที่มีโอกาศสัมผัสสัตว์หรือปัสสาวะสัตว์อยู่เสมอๆ
เกษตรกร เช่น ชาวนา ชาวไร่ ชาวไร่อ้อย คนงานฟาร์มเลี้ยงสัตว์(โค สุกร ปลา) คนจับหนูขายฯ ในกลุ่มนี้ มีรายงานการติด
โรคในชาวนามากที่สุด ซึ่งสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อการสัมผัสเชื้อ จากการที่ต้องแช่น้ำ ย่ำโคลนอยู่เป็นเวลานาน ชาวไร่ก็อาจติดโรคในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว
โดยที่มือและเท้าต้องสัมผัสพื้นดินเปียกชื้น ปัจจัยเสี่ยงได้แก่ ความหนาแน่นของหนูและปริมาณน้ำฝนช่วงเก็บเกี่ยว
กรรมกร เช่น คนงานขุดลอกท่อระบายน้ำ เหมืองแร่ โรงฆ่าสัตว์ ฯ
กลุ่มอื่นๆ ได้แก่ สัตวแพทย์ นักวิทยาศาสตร์ในห้องทดลอง ทหารตำรวจปฏิบัติหน้าที่ตามป่าเขา
2.1.2 กลุ่มนันทนาการมีรายงานทั้งที่เป็นผู้ป่วยรายเดียว และรายงานการระบาดในกลุ่มนักนิยมการท่องเที่ยวป่า น้ำตก
ทะเลสาบ ฯ ผู้ที่วายน้ำในแหล่งน้ำจืดโดยเฉพาะบริเวณที่น้ำนิ่งหรือไหลเอื่อยๆ
2.1.3 กลุ่มประชาชนทั่วไป ได้แก่ ผู้มีประวัติย่ำหรือแช่น้ำท่วมขัง ผู้ที่บ้านมีหนูมากและบริเวณบ้านอับชื้นแสงแดดส่องไม่ถึง
หรือบริเวณรอบบ้านมีแอ่งน้ำเฉอะแฉะ ผู้ที่เลี้ยงสัตว์ เช่น สุนัข หนู ฯ แม่บ้านขณะเตรียมอาหารจากเนื้อสัตว์ ผู้ที่กินอาหารหรือน้ำไม่ปรุงสุกด้วย
ความร้อน หรือปล่อยอาหารหรือน้ำทิ้งไว้โดยไม่มีภาชนะปกปิด
2.2 ปัจจัยสิ่งแวดล้อมและพฤติกรรมที่สัมพันธ์กับการเกิดโรค ปัจจัยหลัก ได้แก่ ปริมาณน้ำฝนและอุณหภูมิ โดยในเขตร้อนชื้น
นี้มักพบมากช่วงปลายฤดูฝนต่อฤดูหนาว ในเขตหนาวมักจะพบโรคมากในฤดูที่มีอากาศอบอุ่น
ในเขตร้อนชื้นการเกิดโรคมักจะเกิดขึ้นได้ตลอดปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเมื่อมีฝนตก ซึ่งเชื้อจะออกมาปนเปื้อนสิ่งแวดล้อมมากขึ้น นอก
จากนี้พฤติกรรมและปัจจัยเสี่ยงจะมีมากกว่าเขตหนาว เช่น การเดินเท้าเปล่าหรือการใส่รองเท้าแตะซึ่งไม่ช่วยป้องกันการสัมผัสน้ำได้ทั้งหมด การมี
กิจกรรมนอกบ้านได้ตลอดปี โดยเฉพาะการว่ายน้ำในคูคลอง การที่มีจำนวนหนู และสุนัขจรจัดจำนวนมาก และการที่ใช้กระบือในการไถนา เป็นต้น