ธรรมชาติของโรคเลปโตสไปโรซิส (Letospirosis)
(Weil disease, Canicola fever, Haemorrhagic jaundice, Mud fever, Swineherd disease)
3. แหล่งรังโรค ทั้งสัตว์ป่าและสัตว์เลี้ยงหลายชนิดเป็นแหล่งรังโรค ซึ่งเชื้อแต่ละชนิด (serovars) มักมีสัตว์ที่เป็นแหล่งรังโรคหลัก เช่น หนู (L. icterohemorrhagiae และ L. copenhageni) สุกร (L. pomona) โค กระบือ (L. hardjo) สุนัข (L. canicola) และแรคคูน (L. autumnalis) ในสหรัฐอเมริกา สุกรมักเป็นแหล่งรังโรคของเชื้อ L. bratislava ส่วนในยุโรป สุกรเป็นแหล่งรังโรคของ L. badgers อาจพบเชื้อนี้ในสัตว์อื่นๆ ด้วย แต่มักเป็นพาหะในระยะเวลาสั้นกว่า เช่น สัตว์ป่าฟันแทะ กวาง กระรอก และสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ เช่น กบ ไม่เคยมีรายงานแพร่โรคมาสู่คน แต่ เคยมีรายงานในประเทศบาบาดอสและทรินิแดดที่สงสัยว่าจะเป็นไปได้ สำหรับประเทศไทยมีรายงานการตรวจพบเชื้อใน ผู้ป่วย หนู สุนัข โค กระบือ สุกร และแมว สัตว์ที่เป็นแหล่งรังโรค (reservoir) อาจไม่แสดงอาการ แต่มีการติดเชื้อที่ท่อไต (renal tubule) และสามารถปล่อยเชื้อออกมากับปัสสาวะ (leptospiruria) ได้เป็นเวลานานหลายสัปดาห์หลายเดือนหรืออาจนานตลอดชีวิตของมัน ทำให้มีการแพร่ติดต่อของเชื้อในฝูงสัตว์ จากการเลียกินปัสสาวะ การผสมพันธุ์ การสัมผัสปัสสาวะในสิ่งแวดล้อม (คอกสัตว์ ทุ่งหญ้า น้ำ อาหาร) นอกจากนี้การถ่ายทอดเชื้อจากแม่ไปยังลูกสัตว์ผ่านทางรกหรือขณะ คลอดก็อาจเกิดขึ้นได้ด้วย 4. การติดต่อของโรค เชื้อถูกปล่อยออกมากับปัสสาวะสัตว์ที่ติดเชื้อ และปนเปื้อนอยู่ตามน้ำ ดินทรายเปียกชื้น หรือพืช ผัก เชื้อสามารถไชเข้าสู่ร่างกายทางผิว หนังตามรอยแผลและรอยขีดข่วน เยื่อบุของปาก ตา จมูก นอกจากนี้ยังสามารถไชเข้าทางผิวหนังปกติ ที่เปียกชุ่มเนื่องจากแช่น้ำอยู่นาน คนมักติดเชื้อ โดยอ้อมขณะย่ำดินโคลน แช่น้ำท่วมหรือว่ายน้ำ หรืออาจติดโรคโดยตรงจากการสัมผัสเชื้อในปัสสาวะสัตว์หรือเนื้อสัตว์ที่ปนเปื้อนเชื้อ เชื้ออาจเข้าร่างกายโดยการกินอาหารหรือน้ำ หรือการหายใจเอาละอองนิวเคลียสจากของเหลวที่ปนเปื้อนเชื้อเข้าไปแต่พบได้น้อย ส่วนการ ติดจากคนถึงคน มีรายงานการติดต่อจากปัสสาวะผู้ป่วยเพียงรายงานเดียว แม้ว่าจะพบเชื้อในปัสสาวะผู้ป่วยได้นาน 1-11 เดือนก็ตาม แต่การติดต่อจากแม่ ไปทางรกทำให้ทารกตายในครรภ์นั้นมีรายงาน 2 ราย (Lindany, S., 1949 และ Faine, S., 1984) นอกจากนั้นยังมีรายงานเด็กที่คลอดออกมา มีอาการป่วยเหมือนในผู้ใหญ่และการรักษาได้ผลดี (Gsell, H.O. et al, 1971) 5. พยาธิกำเนิด เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายแล้ว จะเข้าสู่กระแสเลือดภายใน 24 ชั่วโมง แล้วจะเพิ่มจำนวนได้สูงสุดภายใน 2-4 วัน (เป็นช่วงที่มีไข้สูง) แล้ว กระจายไปตามอวัยวะต่างๆ เช่น ลำไส้ เยื่อหุ้มสมอง ปอด หัวใจ โดยมักไปที่ตับ ไต ทำให้เกิดการอักเสบและเนื้อตายในอวัยวะเหล่านนั้น รายที่อาการ รุนแรงอาจพบภาวะเลือดออกที่ลำไส้ ปอด ตับวาย ไตวาย ถึงขั้นเสียชีวิตได้ ในระยะ 1-2 สัปดาห์ หลังป่วย ร่างกายจะเริ่มสร้างภูมิต้านทานโรค ทำให้เชื้อถูกกำจัดออกไป แต่เชื้อส่วนหนึ่งจะหลบเข้าไปอยู่ในไต และเพิ่มจำนวนมากขึ้น แล้วถูกขับออกมากับปัสสาวะเป็นครั้งคราว หรือต่อเนื่องกัน ซึ่งจำนวนและระยะเวลาที่เชื้อถูกขับออกมากน้อยเท่าใด จะสัมพันธ์ กับชนิดสัตว์และชนิดของเชื้อ (serovars) ปริมาณของเชื้อที่ถูกขับออกมาอาจมากถึง 100 ล้านตัวต่อปัสสาวะ 1 มิลลิลิตร 6. ระยะฟักตัวของโรค โดนเฉลี่ยประมาณ 10 วัน หรืออยู่ในช่วง 4-19 วัน (อาจเร็วภายใน 2 วัน หรือนานถึง 26 วัน) 7. ระยะติดต่อของโรค ความเสี่ยงจากการติดต่อจากคนถึงคนเกิดขึ้นได้น้อยมาก มีรายงานเพียงครั้งเดียวที่พบการติดต่อจากการสัมผัสปัสสาวะผู้ป่วย 8. ความไวต่อการรับเชื้อ คนทุกกลุ่มอายุ และทุกเพศมีความไวต่อโรคนี้ใกล้เคียงกัน 9. อาการและอาการแสดง อาการในคนอาจแตกต่างกันออกไป ขึนกับชนิดและปริมาณของเชื้อ อาการที่พบบ่อยได้แก่ ไข้เฉียบพลัน ปวดศรีษะรุนแรง หนาวสั่น ปวดกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง (มักปวดที่น่อง โคนขา กล้ามเนื้อหลังและท้อง) ตาแดง อาจมีไข้ติดต่อกันหลายวันสลับกับระยะไข้ลด (biphasic) และมีเยื้อหุ้มสมองอักเสบ มีผื่นที่เพดานปาก (palatal exanthem) โลหิตจาง มีจุดเลือดออกตามผิวหนังและเยื่อบุ ตับและไตวาย ดีซ่าน อาจมีเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ทำให้ความรู้สึกสับสน เพ้อ ซึม กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ อาจมีอาการทางระบบทางเดินหายใจ ไอมีเสมหะ อาจมีเลือดปน (hemoptysis) และเจ็บหน้าอกอาการปอดอักเสบรูปแบบไม่แน่ชัด (Atypical pneumonia syndrome) พบได้ในผู้ป่วยโรค เลปโตสไปโรซิส เยื่อหุ้มสมองและสมองอักเสบปราศจากเชื้อ (Aseptic meningoencephalitis)อาจเกิดได้จากเชื้อเลปโตสไปราทุกชนิดแต่ มักพบมากจากเชื้อ cancola, icterohaemorrhagiae และ pomana ในประเทศไทยมีรายงานสำรวจพบโรคนี้ในกลุ่มผู้ป่วยไข้ไม่ทรายสาเหตุ 2.2 % ถึง 18.9 % การสำรวจในปี 2534 - 2536 โดย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ (สุชีพ ขำสัวสดิ์ และคณะ, พ.ศ. 2539) พบความชุก 4.8 % แต่รายงานในโรงพยาบาลเด็ก (Heisey,GB, et al, 1988) พบความชุกสูงถึง 36.11 % (26/72) แม้ว่าอาการของโรคจะค่อนข้างหลากหลาย โดยอาจมีอาการเด่นของอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งที่ถูกทำลายไม่ว่าจะเป็น ไต ตับ ระบบหายใจ หรือระบบไหลเวียนโลหิต แต่จากรายงานที่มีอยู่ในประเทศไทยอาการที่พบได้บ่อยมากคือ ไข้สูง (88.8 - 100%) ปวดศรีษะ (66 - 100%) ปวดกล้ามเนื้อ (76 - 100%) และตาแดง (74 - 100%) สำหรับอาการเหลืองพบน้อยกว่าคือ 37 - 70% อาการอื่นๆ ได้แก่ ผื่น จุดเลือดออกทางผิวหนัง ไอเป็นเลือด ตับโต ม้ามโต เป็นต้น ความรุนแรงของโรคจะขึ้นกับชนิดและปริมาณของเชื้อ เช่น เชื้อชนิด icterohaemorrhagiae และ bataviae มักจะก่ออาการ รุนแรง (ดีซ่าน เลือดออกและไตวาย) มากกว่าเชื้อชนิดอื่นๆ เช่น canicola grippotyphosa และ hardjo การติดเชื้อเลปโตสไปรานั้น มักก่ออาการของโรคแบบไม่มีดีซ่าน (anicteric illness) มากกว่าที่จะเป็นดีซ่าน (icteric disease) ซึ่งแม้แต่เชื้อ icterohaemorrhagiae ที่มักทำให้เกิดอาการดีซ่าน ไตถูกทำลาย มีภาวะเลือดออก และลงท้ายด้วยอัตราป่วยตายที่ ค่อนข้างสูงนั้น ก็มักพบดีซ่านได้ไม่เกิน 10% อัตราป่วยตายโดยเฉลี่ยต่ำ แต่จะเพิ่มขึ้นในคนไข้สูงอายุ และอาจสูงถึง 20 % หรือมากกว่าในคนไข้ที่มีดีซ่านและไตถูกทำลาย แต่ ไม่ได้รับการรักษาที่รวดเร็วและเพียงพอ ซึ่งรวมถึงการล้างไต (renal dialysis) ด้วย สาเหตุการตายมักมาจากตับและไตวาย การที่ มีเลือดออกมาก และกลุ่มอาการทางเดินหายใจล้มเหลว (adult respiratory disease syndrome) หรือการเต้นของหัวใจผิด ปกติ เนื่องจากกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ตาแดง (conjunctival suffusion) ในผู้ป่วยโรคเลปโตสไปโรซิส
copyright
2001 Clinical Pathology of Lampang Hospital.All Rights
Webmaster